วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
น้ำพริกเผากากหมูไข่เค็ม
เมนูอาหารเพิ่มความสุขในการกินข้าว และเพิ่มรสชาติให้
กินผักสดๆได้อีกเยอะเพื่อสุขภาพ ก็คือเมนูน้ำพริก
วันนี้ลองมาทำน้ำพริกสไตล์ใหม่ที่มีความมันหวานเค็ม
เพิ่มความกรุบกรอบด้วยกากหมู กับเมนูน้ำพริกเผากาก
หมูไข่เค็ม น่ากินไหมล่ะคะ มาลงมือทำกันเลยค่ะ
เมนูอาหารที่ชื่นชอบสำหรับแม่ครัว 108Health อย่างหนึ่งที่
ต้องกระโดดเข้าใจทุกครั้งก็คือ เมนูน้ำหริก ที่รสชาติจัดจ้าน
กินกับข้าวสวยร้อนๆล่ะก็ เพิ่มผักสด ผักต้มเพื่อสุขภาพกันซัก
หน่อย อร่อยถูกใจกันทั้งบ้านเลยค่ะ วันนี้เราจะมาทำน้ำพริก
ธรรมดาก็น่าเบื่อเกินไป หลังจากที่คุณแม่บ้านมีการตุนอาหาร
(น้ำท่วม) จะเหลือพวกของแห้งเป็นจำนวนมากใช่ไหมค่ะ
อย่างเช่น ไข่เค็ม น้ำพริกเผา หรือพวกกากหมู ก็จับมาทำ
"น้ำพริกเผากากหมูไข่เค็ม" หลังจากลองทำแล้วรสชาติ
จะเหมือนน้ำำพริกเผา แต่จะมีความมันของไข่เค็ม และอร่อย
ตรง ได้เคี้ยว กากหมูกรอบๆ เพิ่มความอร่อย กินกับข้าวสวย
ร้อนๆ แกล้มกับผักสด อร่อยและได้สุขภาพ มากๆค่ะ ว่าแล้วก็
มาเตรียมของทำ"น้ำพริกเผากากหมูไข่เค็ม"
เตรียมอุปกรณ์ เครื่องปรุง "น้ำพริกเผากากหมูไข่เค็ม"
กากหมูเจียว
ไข่เค็ม
น้ำพริกเผา
กระเทียม
หอมแดง
ใบมะกรูดซอย
มะเขือเทศ
น้ำมะนาว
ขั้นตอนการทำ "น้ำพริกเผากากหมูไข่เค็ม"
เริ่มจากคั่วกระเทียม หอมแดง และมะเขือเทศก่อน
คั่วในกระทะ ไม่ต้องใส่น้ำมันนะคะ คั่วจนผักเริ่มหอม
ใส่พริกเผาลงไปผัดค่ะ เติมน้ำลงไปหน่อย พอคลุกขลิก
ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำตาลทรายค่ะ
ชิมรสได้ตามชอบแล้ว ใส่ใบมะกรูด กากหมู ไข่เค็ม ผัดให้เข้ากันปิดไฟได้เลยค่ะ
ที่มา : http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=2100&sub_id=18&ref_main_id=4
สารอาหารใน"น้ำพริก"
รู้ไหมว่าส่วนประกอบในการทำน้ำพริกแต่ละชนิดมีประโยชน์
อย่างไร วันนี้เรามีเกร็ดความรู้จากสารอาหารของน้ำพริกมาบอก
กันค่ะ...
พริก
คือ ส่วนประกอบที่สำคัญในการทำน้ำพริก พริกทุกชนิดมี
สารแคปไซซิน ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการป้องกันความชรา
และยังมีเบต้าแคโรทีนและวิตามินซีสูง ต้านอนุมูลอิสระ
หอมแดง กระเทียม
จะมีเซเลเนียม ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีโปรเตสเซียม
เยอะ ทางการแพทย์ระบุว่ามีคุณสมบัติช่วยให้เซลล์แข็งแรง
และยังจะได้น้ำมันจากกระเทียมซึ่งเป็นสารแอนตี้เซปติก
ช่วยป้องกันการติดเชื้อและลดไขมันในเส้นเลือด
ส่วนกุ้งแห้ง
จะมีแคลเซียมสูง ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง
มะเขือพวง
จะมีเส้นใยสูง ป้องกันท้องผูก และยังมี ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด
ส่วนประกอบของพริกแกงมีสารต้านมะเร็ง ส่วนขมิ้นมี
สารเคอมิวมิน กรดเฟอลิกฟลาโรวอยด์ เป็นสารต้านมะเร็ง
และที่ขาดไม่ได้ คือ กะปิ
มีวิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือด และแคลเซียมสูงกว่านมวัว
15 เท่า (น้ำพริก 1 ถ้วย ใช้กะปิ 20-30 กรัม ให้แคลเซียม
500 ม.ก.) นอกจากนี้ กะปิยังให้โซเดียมโปรเตสเซียม
และไอโอดีน
นอกเหนือจากคุณค่าทางอาหาร ที่ได้รับจากส่วนประกอบของ
น้ำพริกแล้ว ยังจะได้วิตามินและเกลือแร่จากผักต่างๆ
ที่นำมาต้มทานแกล้มน้ำพริกอีกด้วยค่ะ
อย่าลืมหันมาทานน้ำพริกกัน แล้วจะได้สารอาหารมากกว่าที่คิด
ที่มา :http://www.108health.com/108health/topic_detail.php?mtopic_id=2125&sub_id=18&ref_main_id=4
วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
กินอย่างไร ไม่ให้นอนกรน
การกรน นอกจากเป็นที่น่ารำคาญต่อผู้อื่นแล้ว ยังเกิดผลเสียต่อตนเองอีกด้วย เพราะอาจเป็นทำให้เกิดของโรคต่างๆ มากมาย ทั้ง โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ หรือร้ายแรงถึงขั้นอัมพาต ดังนั้น เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการกินสำหรับผู้ที่นอนกรน เพื่อบรรเทาอาการนอนกรนในเบื้องต้นมาฝาก
สมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการช่วยเรื่องระบบทางเดินหายใจ เหมาะใช้ประกอบอาหารให้ผู้ที่นอนกรนรับประทาน คือ “หอมแดง” เลือกชนิดที่แก่จัดเพราะกลิ่นฉุนของมันจะทำให้เกิดความชุ่มชื้นในลำคอ และช่วยระบบการหายใจ จะได้ผลดียิ่งขึ้นถ้ากินแบบสด หรือจะนำมาดมก็ได้
“พริกขี้หนู” รสเผ็ดของมันจะทำให้ระบบทางเดินหายใจโล่ง สารแคปไซซินในพริกช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบหลอดลม ทำให้ปัญหาการกรนอาจลดลงได้
“ขิง” ใช้ขิงแก่ประมาณ 5 กรัม ทุบให้แตก นำไปต้มน้ำดื่มก็จะช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้สะดวกขึ้นเช่นกัน และสุดท้าย “ใบแมงลัก” มีสรรพคุณในการแก้หวัด และโรคหลอดลมอักเสบ
อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้านอนประมาณ 3 ชั่วโมง ไม่ควรทานอาหารหนัก ๆ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือยาที่มีฤทธิ์กดประสาท เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายตอบสนองต่อภาวะการขาดออกซิเจนไม่ทัน จนอาจเสียชีวิตได้
ทั้งนี้ การกรนอาจเกิดขึ้นได้จากการนอนหลับไม่สนิท ลองดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ ก่อนนอน เช่น นม น้ำผึ้งผสมน้ำอุ่น หรือ น้ำสมุนไพรอุ่น ๆ สักแก้ว ก็จะทำให้นอนหลับได้สนิท และอาจลดปัญหาการกรนได้.
ที่มา:ออนไลน์ http://webboard.yenta4.com/topic/510763 วันที่สืบค้น 1 กุมภาพันธ์ 2555
วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555
แสงไฟแบบไหนเหมาะใช้อ่านหนังสือ?
เช็ค “แสงไฟ” ในห้องอ่านหนังสือ เลือกใช้ถูกหลักหรือไม่ พร้อมวิธีแก้ไขควรปฏิบัติ ช่วยถนอม “สายตา” บอกลา “อาการตาเพลีย”
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลังอ่านหนังสือ มักปวดรอบ ๆ ตา และหน้าผาก ตาพร่ามัว ตาลายเป็นพัก ๆ เคือง แสบ หรือ มีน้ำตาไหลร่วมด้วย นั่นเป็นสัญญาณของอาการ “ตาเพลีย” ซึ่งมักเกิดจากการใช้สายตาขณะแหล่งแสงไม่เพียงพอ ดังนั้น เพื่อดวงตาคู่สวยทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพไปนาน ๆ การเลือกใช้แสงไฟอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับ “แสงจากธรรมชาติ” ควรเลี่ยงแสงสว่างจ้า เพราะจะทำให้สายตาอ่อนล้า หากมืดเกินไปก็เป็นปัจจัยทำสายตาสั้นได้เช่นกัน จึงควรหาโคมไฟติดไว้ เพื่อช่วยปรับแสงให้พอดีกับสภาพแวดล้อมแต่ละวัน
หากเป็น “แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะ” ควรใช้หลอดที่มีแสงสีนวล เลี่ยงแสงสีขาว หรือ เหลืองเกินไป เพราะจะทำให้แสงแยงตา ทั้งนี้ เพื่อการมองตัวหนังสือได้แจ่มชัด แสงที่ตกสะท้อนจากกระดาษไม่ตกเข้าตา ควรจัดวางตำแหน่งโคมไฟให้แสงเข้าด้านข้างซ้ายมือจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ช่วยให้อ่านได้สบายตา และนานขึ้น ทั้งยัง เป็นการลบเงาที่จะเกิดขึ้นด้วย
นอกจากนั้น ควรเลี่ยงอ่านหนังสือในบริเวณที่เป็น “แสงไฟกระพริบ” เพราะจะส่งผลให้ประสาทตาเสียเร็ว เนื่องจากถูกกระตุ้นตามจังหวะกระพริบของแสงนั่นเอง.
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555
4 เทคนิคฟิตใจ-กายสลายเครียด
มาผ่อนคลายความเครียดกันด้วยเพลงน่ารักๆ กับสองสาวที่เสียงสดใสที่ใครก้รู้จักพวกเธอในนาม Jayesslee ไปฟังกันเลยยย.....
หลังเลิกเรียน หรือ เลิกงาน หากรู้สึกเหนื่อยล้า ลองมาผ่อนคลายสลายเครียด ด้วย 4 วิธีง่าย ๆ เพื่อฟิตใจ และกายให้แข็งแรง
เริ่มจาก “ยืดเส้นยืดสาย” นั่งหลังตรงบนเก้าอี้ เอียงศีรษะไปด้านขวา จนรู้สึกตึงบริเวณบ่า จากนั้น นั่งหลังตรงบนเก้าอี้ บิดตัวไปจับขอบเก้าอี้ด้านขวา โดยทั้ง 2 ท่า ทำค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที แล้วสลับข้าง ๆ ละ 2 ครั้ง ช่วยบริหารไหล่ ต้นคอ และลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อ และข้อต่อยืดหยุ่นมากขึ้น การไหลเวียนเลือดดี
นั่งพัก “สร้างจินตนาการ” หายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออก นึกถึงสถานที่ประทับใจ สวยงาม แล้วนำพาตัวเองเข้าไป จะสัมผัสได้ถึงความสงบ โปร่งสบาย เป็นเทคนิคใช้จิตใจพาสมองไปผ่อนคลาย ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที จึงค่อย ๆ ดึงตัวเองออกจากภาพนั้น
“มองพื้นที่สีเขียว” หรือ เดินบนสนามหญ้าบริเวณกว้าง พร้อมหายใจเข้า-ออก โดยผ่อนลมหายใจลึก ๆ ปล่อยความคิดให้ว่าง ช่วยสร้างสมาธิ กระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่า และพักระบบสายตา
“ทำสปาอารมณ์ดี” โดยวางน้ำมันหอมระเหยไว้ในห้องนอน หรือ ห้องนั่งเล่น ซึ่งผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า ช่วยสร้างความสมดุลของร่างกาย และจิตใจ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ดีขึ้น อาทิ “กลิ่นโรสแมรี่ และ เปปเปอร์มินท์” กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ขจัดความรู้สึกเฉื่อยชา กระตือรือร้นต่อการเรียนรู้จดจำเรื่องราว และส่งเสริมให้ความจำดีขึ้น ส่วน “กลิ่นลาเวนเดอร์
มะนาว และส้ม” กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ช่วยลดความตึงเครียด วิตกกังวลน้อยลง
เมื่อร่างกาย และจิตใจพร้อม ทุกวันย่อมเป็นวันแห่งความสุขได้ไม่ยาก.
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
หลังเลิกเรียน หรือ เลิกงาน หากรู้สึกเหนื่อยล้า ลองมาผ่อนคลายสลายเครียด ด้วย 4 วิธีง่าย ๆ เพื่อฟิตใจ และกายให้แข็งแรง
เริ่มจาก “ยืดเส้นยืดสาย” นั่งหลังตรงบนเก้าอี้ เอียงศีรษะไปด้านขวา จนรู้สึกตึงบริเวณบ่า จากนั้น นั่งหลังตรงบนเก้าอี้ บิดตัวไปจับขอบเก้าอี้ด้านขวา โดยทั้ง 2 ท่า ทำค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที แล้วสลับข้าง ๆ ละ 2 ครั้ง ช่วยบริหารไหล่ ต้นคอ และลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อ และข้อต่อยืดหยุ่นมากขึ้น การไหลเวียนเลือดดี
นั่งพัก “สร้างจินตนาการ” หายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออก นึกถึงสถานที่ประทับใจ สวยงาม แล้วนำพาตัวเองเข้าไป จะสัมผัสได้ถึงความสงบ โปร่งสบาย เป็นเทคนิคใช้จิตใจพาสมองไปผ่อนคลาย ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที จึงค่อย ๆ ดึงตัวเองออกจากภาพนั้น
“มองพื้นที่สีเขียว” หรือ เดินบนสนามหญ้าบริเวณกว้าง พร้อมหายใจเข้า-ออก โดยผ่อนลมหายใจลึก ๆ ปล่อยความคิดให้ว่าง ช่วยสร้างสมาธิ กระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่า และพักระบบสายตา“ทำสปาอารมณ์ดี” โดยวางน้ำมันหอมระเหยไว้ในห้องนอน หรือ ห้องนั่งเล่น ซึ่งผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า ช่วยสร้างความสมดุลของร่างกาย และจิตใจ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ดีขึ้น อาทิ “กลิ่นโรสแมรี่ และ เปปเปอร์มินท์” กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ขจัดความรู้สึกเฉื่อยชา กระตือรือร้นต่อการเรียนรู้จดจำเรื่องราว และส่งเสริมให้ความจำดีขึ้น ส่วน “กลิ่นลาเวนเดอร์
มะนาว และส้ม” กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ช่วยลดความตึงเครียด วิตกกังวลน้อยลง
เมื่อร่างกาย และจิตใจพร้อม ทุกวันย่อมเป็นวันแห่งความสุขได้ไม่ยาก.
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555
เช็คสุขภาพจิตกันดีกว่า
1. เธอ ชอบมั้ยกับการที่มีแต่ใครๆ มาห้อมล้อมรุมรักเธอ A ชอบดิ เหมือนดาราดีอ่ะ
B โอ๊ย! ยุ่งอารายกะชั้นนักหนา
2. เธอคิดว่าไม่ว่าจะเจอเรื่องแย่แค่ไหน....ก็ต้องมีสิ่งดีๆ มาหาเธอเสมอ A แน่นอนชีวิตใครจะหดหู่อยู่ตลอด
B โอ้ไม่แน่นอน โลกนี้โหดร้ายกับฉันเสียจิง
3. เธอคิดว่าถ้ามีเรื่องแย่ๆ แค่ไหนก็ตามเกิดขึ้นในอนาคตเธอจะสามารถผ่านมันไปได้ด้วยดี A ปล่อยมันไปเดี๋ยวก้ดีเอง
B ไม่แน่ใจว่าจะรับได้แค่ไหน
4. เธอคิดว่าวิถีชีวิตที่เธอได้เธอเป็นอยู่ตอนนี้ดีสุดๆ A แค่นี้ก็ OK น่ะ
B ก็ลุ่มๆ ดอนๆ ยังไงก้ไม่รู้
5. เธอมีเพื่อนสนิทที่คุยกันได้ทุกเรื่องหรือ ปล่า A แน่นอนเพื่อนซี้มีคนเดียวก็เกินพอ
B ชอบมีเพื่อนเป็นกลุ่มมากกว่าอบอุ่นดี
6. เธอรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเวลาตื่นนอนตอนเช้า A สดชื่นทุกวัน แม้ว่าเป็นวันที่น่าเบื่อ
B ไม่รู้เป็นไร สดชื่น เฉพาะเสาร์อาทิดย์เท่านั้น
7. เมื่อมีปัญหาเธอคิดเสมอว่ามันต้องมีทางออกของมันเอง A ทุกอย่างมีทางออกของมันเอง
B ไม่เสมอไป บางอย่างเราก้แก้ไขไม่ได้เอง
8. เธอคิดว่าตัวเองมีข้อดีที่น่าภูมิใจ A แน่นอน ไม่เข้าข้างตัวเองแล้วจะไปเข้าข้างใคร
B ไม่เลย รู้สึกทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง
9. เธอเคยฮัมเพลงเวลาอาบน้ำบ้างหรือปล่า
A แน่นอนเทสเสียงไปในตัว
B ไม่อ่ะ อายตัวเองจิงๆ
10. เธอมีจุดมุ่งหมายในใจอยู่เสมอ A เป้าหมายในชีวิตวัดความสำเร็จ
B คิดแค่วันนี้ตอนนี้อย่างเดียวเท่านั้น
พักเบรค...แล้วค่อยทำต่อ
11. เธอมีความสุขกับการวิ่งตามความฝันของตัวเอง A ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึงด้วย
B รู้สึกว่าความฝันห่างไกลเหลือเกิน
12. เคยมั้ยบางวันแค่มองดวงจันทร์ก็ยืนอมยิ้ม
A เคยสิ โรแมนติกยังไงก้ไม่รู้
B อยู่ไหนเหรอดวงจันทร์ ไม่เห็นมานานแล้ว
13. เธอปวดหัวบ่อย ๆ โดยไม่มีสาเหตุหรือ ปล่า A ปวดเฉพาะเป้นหวัดคัดจมูก
B ปวดเป็นงานอดิเรกเชียว
14. เดี๋ยวนี้ชอบเม้าท์แตกเรื่องชาวบ้านหรือ ปล่า A ไม่เลย เรื่องชาวบ้านเราไม่เกี่ยว
B ไม่รู้เป้นไรเห็นใคร ก็คันปากไปหมด
15. เดี๋ยวนี้ขี้หลงขี้ลืมหรือปล่าA ไม่น่ะ ปกติดี
B นั่นสิ ป้ำๆ เป๋อๆ ยังไงก็ไม่รู้
16. นอนหลับสบายดีมั้ย
A หัวถึงหมอนก็นอนฝันหวาน
B นอนไม่หลับกระสับกระส่าย
17. พักนี้เธอบ่นอยากไปไหนไกลๆ รึเปล่าA อยากไปกะเพื่อนๆ เฮฮาปาร์ตี้
B อยากไปที่ไหนก็ได้คนเดียว ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก
18. เธอรู้สึกเหนื่อยง่าย แม้ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ A ไม่เลย แข็งแรงทนทานดีอยู่
B นั่นสิเหมือนแก่ก่อนวัยยังไงก็ไม่รู้
19. เดี๋ยวนี้เธอทะเลาะกับคนรอบข้างถี่เกินไปรึป่าว A ไม่น่ะออกจะรักกันจี๋จ๋า
B นั่นสิ เจอใครก็เหม็นหน้าไปหมด
20. ช่วงนี้ทำอะไรไม่ค่อยจะมีสมาธิเลยจริงๆ A ปกติ ( อ่านหนังสือแล้วจำไม่ได้ยังไงก็เป็นอยู่อย่างนั้น)
B รู้สึกเนือยๆ ไม่ค่อยตั้งใจทำอะไรเลย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เช็กระดับความเครียดกันสักหน่อย
ถ้าเลือกข้อ A ต่ำกว่าสิบข้อ ชมรมความเครียดยินดีต้อนรับ แหมหนุ่มน้อยสาวน้อยเอ๋ย รู้สึกเธอจะเครียดเกินไปแล้วนะ อายุก็เท่านี้เองจะซีเรียสกับชีวิตไปไย เธอต้องหาเวลาเพื่อนผ่อนคลายหรือหาสาเหตุที่ทำให้เธอเครียดขืนปล่อยเอาไว้จะทำให้เธอเสียสุขภาพจิตได้
ถ้าเลือกข้อ A ตั้งแต่ 10-15 ข้อ สุขภาพจิตของเธออยู่ในระดับปกติ แต่ก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะเครียดได้ถ้ามีอะไรมากระตุ้น หรือมีเรื่องมากระทบจิตใจเธอ ทางที่ดีพยายามเตือนตัวเอง "ไม่เอาน่าอย่าเครียดๆ"
ถ้าเลือกข้อ A มากกว่า 15 ข้อ เย้! ดีใจด้วยน่ะที่ไม่ต้องเข้ามาอยู่ในชมรมคนเครียดสุขภาพจิตของเธอแข็งแรงดี มีความสุขในชีวิต ปัจจุบันตามสภาพสามารถแก้ไขข้อคับข้องใจและปันหาเฉพาะหน้าได้ ยอมรับความเป็นไปต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่าย ทำให้มีความสุขกับการใช้ชีวิต
วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555
ข้าวโพดสุกต้านมะเร็ง
"ข้าวโพดสุกต้านมะเร็ง (ซื้อกินเยอะๆ)"
ข้าวโพดสุกต้านมะเร็ง การแทะข้าวโพดหวานต้านโรคมะเร็ง มีสารตัวล้างพิษมากกว่าผักผลไม้ นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐฯ รายงานในวารสารสมาคมเคมี แห่งอเมริกาว่า
ข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้วจะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นได้อย่างเด่นชัด เขาเผยว่าผิดกับที่เคยเชื่อกันมาก่อน ว่าผักและผลไม้หากต้มปรุงสุกแล้วจะเสียคุณค่าทางอาหาร ลงไป สู้กินดิบๆ ไม่ได้ แต่ข้าวโพดหวานยังคงสามารถเก็บพลังเป็นตัวล้างพิษคงไว้ได้ แม้ว่าจะ เสียวิตามินซีไป
เขาได้พบในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกันที่ 10, 25 และ 50 นาที พบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารอันเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นเป็น 22, 44 และ 53 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษ ช่วยดับพิษของพวกอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอันตรายกับเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ทั้งยังมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคอันเนื่องมาจากความแก่ชราต่างๆ อย่างเช่นต้อกระจก และโรคสมองเสื่อมอีกด้วย
คณะนักวิจัยแจ้งว่าข้าวโพดหวานที่ต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรด เฟรุลิก อันเป็นคุณกับร่างกายยิ่งมากขึ้นเมื่อถูกความร้อนสูงขึ้นหรือเวลานานขึ้นกรดเฟรุลิกเป็นพวก พฤกษเคมีซึ่งในผักและผลไม้มีอยู่ไม่มากนัก แต่กลับพบมีอยู่อย่างอุดมในข้าวโพดผสมปนเป รวมอยู่กับอย่างอื่น การทำให้มันสุกจึงช่วยทำให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น
หากท่านอ่านแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์
กรุณาส่งต่อให้กับคนที่ท่านรักต่อไป...
ที่มา Fwd mail
วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555
น่ารู้! โรควัยทำงาน
8 โรควัยทำงาน
1. โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ
ปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนออกมาด้วย
2. โรคปวดหัวไมเกรน
ทำงานเครียดปวดหัวมากเหมือนมีอะไรเต้นตุบๆ อยู่ภายใน
3. โรคนิ้วล็อก
นิ้วเหยียดไม่ออก กำมือไม่ได้
4. โรคกรดไหลย้อนกลับ
มีอาการเสียวแปลบที่หน้าอกซ้ายจุกไปถึงด้านหลัง
5. โรคริดสีดวงทวารหนัก
อย่าไปล้อเล่นกับมัน เพราะมันอาจทำให้คุณเสียชีวิตได้
6. โรคปวดกล้ามเนื้อและข้อ
หากปวดไหล่จนยกของหรือใช้แขนไม่ได้ต้องไปหาหมอ เพราะมันเกี่ยวพันกับกระดูกต้นคอ
7. โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน
จะมีอาการปวดหลังและร้าวมาที่ขาทั้งสองข้าง ปวดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก หรือปวดจนเดินไม่ได้
8. โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด
ซึ่งกำลังกลายเป็นโรคยอดนิยมของคนเมือง
ทุกโรคนั้น พ.ญ.ชัญวลี ให้รายละเอียดว่า หากสงสัยอาการตัวเองว่าเข้าข่ายหรือไม่ก็สามารถเอาไปเปรียบเทียบได้ เธอยังบอกถึงการรักษาด้วยยาหรืออาจจะแบบธรรมชาติบำบัดหรือบางโรคสามารถรักษาด้วยตัวเอง พร้อมทั้งแนะนำวิธีป้องกันด้วย อย่างที่ว่ากันสุขภาพดีไม่มีวางขายต้องเรียนรู้ ป้องกัน หรือรักษาด้วยตัวเอง หรือผู้รู้ หากรู้ก่อนป้องกันก่อน การพลาดท่าให้โรคต่าง ๆ ย่อมน้อยลง
ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก ประชาชาติธุรกิจ ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
1. โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ
ปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนออกมาด้วย
2. โรคปวดหัวไมเกรน
ทำงานเครียดปวดหัวมากเหมือนมีอะไรเต้นตุบๆ อยู่ภายใน
3. โรคนิ้วล็อก
นิ้วเหยียดไม่ออก กำมือไม่ได้
4. โรคกรดไหลย้อนกลับ
มีอาการเสียวแปลบที่หน้าอกซ้ายจุกไปถึงด้านหลัง
5. โรคริดสีดวงทวารหนัก
อย่าไปล้อเล่นกับมัน เพราะมันอาจทำให้คุณเสียชีวิตได้
6. โรคปวดกล้ามเนื้อและข้อ
หากปวดไหล่จนยกของหรือใช้แขนไม่ได้ต้องไปหาหมอ เพราะมันเกี่ยวพันกับกระดูกต้นคอ
7. โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน
จะมีอาการปวดหลังและร้าวมาที่ขาทั้งสองข้าง ปวดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก หรือปวดจนเดินไม่ได้
8. โรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด
ซึ่งกำลังกลายเป็นโรคยอดนิยมของคนเมือง
ทุกโรคนั้น พ.ญ.ชัญวลี ให้รายละเอียดว่า หากสงสัยอาการตัวเองว่าเข้าข่ายหรือไม่ก็สามารถเอาไปเปรียบเทียบได้ เธอยังบอกถึงการรักษาด้วยยาหรืออาจจะแบบธรรมชาติบำบัดหรือบางโรคสามารถรักษาด้วยตัวเอง พร้อมทั้งแนะนำวิธีป้องกันด้วย อย่างที่ว่ากันสุขภาพดีไม่มีวางขายต้องเรียนรู้ ป้องกัน หรือรักษาด้วยตัวเอง หรือผู้รู้ หากรู้ก่อนป้องกันก่อน การพลาดท่าให้โรคต่าง ๆ ย่อมน้อยลง
ขอขอบคุณข้อมูลวิธีการดูแลสุขภาพจาก ประชาชาติธุรกิจ ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555
ลืมความต้องการ เมื่อเดินไปอีกห้อง “สมองไม่ผิดปกติ”?!
กลับมาพบกันหลังสอบเสร็จ สมองๆๆ มันเบลอๆ เลย มีบทความเกี่ยวกับสมองขี้ลืมมาให้ความรู้กัน จะได้หายสงสัย
เลิกหงุดหงิด พาลโทษความจำเลอะเลือน หากตั้งใจเดินไปหยิบหรือทำอะไรแล้วลืมสนิทเมื่อเข้าไปอยู่อีกห้อง นักวิจัยมีคำอธิบาย พร้อมวิธีกันลืม
ดร.กาเบรียล ราดวานสกีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยนอร์ทเทอดาม ในออสเตรเลีย ศึกษาพบว่า เมื่อเราเดินจากอีกห้องไปยังอีกห้อง สมองจะตั้งค่าความจำใหม่เพราะภาพเหตุการณ์เปลี่ยนหรือสภาพห้องเปลี่ยนไป
โดยทางเข้า-ออกยังถือเป็นจุดสิ้นสุดของเรื่องราวความจำเหมือนการจบไปเป็นตอนๆ และเริ่มตอนใหม่เมื่อเดินเข้าประตูอีกห้อง ซึ่ง ดร.ราดวานสกีย์ บอกด้วยว่า ความทรงจำที่เก่ากว่ายากจะดึงกลับมา เมื่อเราเดินออกห่างจากจุดนั้นมาแล้ว
แต่ ดร.ราดวานสกีย์ ได้แนะนำเคล็ดลับเตือนความจำ กรณีที่ต้องการเดินไปหยิบสิ่งของหรือทำบางอย่างที่อยู่อีกห้องหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการเดินออกจากห้องนั่งเล่นเพื่อไปหยิบขนมในห้องครัว ควรหยิบภาชนะใส่ขนมติดมือมาด้วย เมื่อเดินมาถึงห้องครัว ภาชนะใส่ขนมที่ถือมาจะสามรถช่วยเตือนความจำได้ หรืออีกตัวอย่าง หากต้องการเดินไปหยิบกรรไกรที่อยู่อีกห้อง วิธีกันลืมคือทำนิ้วเป็นสัญลักษณ์กรรไกรและอาจขยับเหมือนกำลังตัดชับ...ชับ...ไปด้วย ก็ช่วยให้ความจำไม่สูญหายเมื่อเดินไปอีกห้องได้เช่นกัน.
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555
ลดพุงง่ายๆด้วย 10 วิธีเริดๆ
สวัสดีนะคะ หลังจากที่หายไปช่วงนึง เนื่องจากต้อง อ่านหนังสือสอบ วันนี้เลยมีเคล็ดลับสุขภาพดีๆมาฝากสำหรับคนที่ต้องการจะลดพุง^^"
"อยากมีหน้าท้องแบน ราบเรียบเหมือนนางแบบคนนี้จังเลย" นั่นแน่!! เชื่อแน่ว่าสาวๆหลายคนต้องมีความคิดอย่างนี้แน่ๆ เมื่อเปิด magazine แล้วเห็นนางแบบที่หน้าท้องแบน อย่างกับเธอไม่ได้กินอะไรมาแรมปี แล้วก็เกิดความอิจฉาอยากจะเป็นอย่างพวกเธอบ้าง....คุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้เพียงแค่คุณทำตามคำแนะนำกับวิธีง่ายๆในการลดพุงที่เราจัดหามาฝาก...ได้ผลแค่ไหนคุณต้องลองจัดซะ
1.บอกลาอาหารจังก์ฟู้ดส์ เพราะอาหารจังก์ฟู้ดส์เหล่านี้ มักมีทั้งน้ำตาล และไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนประกอบแทบทั้งนั้น
2.น้ำตาลคือจอมวายร้าย เพราะฉะนั้นเลือกทานอาหารประเภทซูการ์ฟรีซะ มันช่วยทำให้หน้าท้องของคุณลดลงได้
4.อย่ากินขนมตอนกลางคืน นั่นก็เพราะการรับประทานขนมตอนกลางคืน จะทำให้คุณไม่สามารถเผาผลาญไขมันออกไปได้ เพราะช่วงกลางคืนเราทานแล้วก็นอน แทบไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรที่เผาผลาญพลังงานอีกแล้วนั่นเอง
5.เปิดไฟนอน เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การนอนหลับในห้องที่เปิดไฟ จะมีช่วยลดความอยากอาหารได้มากกว่านอนในสภาพบรรยากาศมืด ๆ ซึ่งแน่นอนว่า มันเกี่ยวข้องกับขนาด "พุง" ของคุณอย่างไม่ต้องสงสัย
7.ดื่มชาเขียว วันละ 3-4 แก้ว เพราะมันจะช่วยให้การออกซิเดชั่นไขมันดีขึ้น เร่งอัตราการเผาผลาญในร่างกาย แถมยังสามารถลดคอเลสเตอรอลได้อีกต่างหาก
8.เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาวอุ่น ๆ รับรองว่าเวิร์ก
9.อย่าปล่อยให้หิว เพราะหากยิ่งปล่อยให้หิว ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอยากอาหารจะยิ่งหลั่งออกมา และหากคุณกินตามใจฮอร์โมน น้ำหนักเพิ่มขึ้นแน่นอน
แหล่งที่มา: ออนไลน์
"อยากมีหน้าท้องแบน ราบเรียบเหมือนนางแบบคนนี้จังเลย" นั่นแน่!! เชื่อแน่ว่าสาวๆหลายคนต้องมีความคิดอย่างนี้แน่ๆ เมื่อเปิด magazine แล้วเห็นนางแบบที่หน้าท้องแบน อย่างกับเธอไม่ได้กินอะไรมาแรมปี แล้วก็เกิดความอิจฉาอยากจะเป็นอย่างพวกเธอบ้าง....คุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้เพียงแค่คุณทำตามคำแนะนำกับวิธีง่ายๆในการลดพุงที่เราจัดหามาฝาก...ได้ผลแค่ไหนคุณต้องลองจัดซะ
3.หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งขัดขาว ขนมปังขัดขาว พาสต้า โดนัท เค้ก และบิสกิต เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้คุณอ้วนขึ้น แถมยังส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหารด้วย และยังทำให้เกิดไขมันเก็บสะสมในร่างกายอีกต่างหาก
4.อย่ากินขนมตอนกลางคืน นั่นก็เพราะการรับประทานขนมตอนกลางคืน จะทำให้คุณไม่สามารถเผาผลาญไขมันออกไปได้ เพราะช่วงกลางคืนเราทานแล้วก็นอน แทบไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรที่เผาผลาญพลังงานอีกแล้วนั่นเอง
5.เปิดไฟนอน เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การนอนหลับในห้องที่เปิดไฟ จะมีช่วยลดความอยากอาหารได้มากกว่านอนในสภาพบรรยากาศมืด ๆ ซึ่งแน่นอนว่า มันเกี่ยวข้องกับขนาด "พุง" ของคุณอย่างไม่ต้องสงสัย
6.ออกกำลังกายลดความอ้วน คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับคนที่อยากลดน้ำหนัก กำจัดพุง ก็คือ การออกกำลังกายนี่เอง เพราะมันจะช่วยเผาผลาญไขมัน และน้ำหนักให้คุณได้
7.ดื่มชาเขียว วันละ 3-4 แก้ว เพราะมันจะช่วยให้การออกซิเดชั่นไขมันดีขึ้น เร่งอัตราการเผาผลาญในร่างกาย แถมยังสามารถลดคอเลสเตอรอลได้อีกต่างหาก
8.เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาวอุ่น ๆ รับรองว่าเวิร์ก
9.อย่าปล่อยให้หิว เพราะหากยิ่งปล่อยให้หิว ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอยากอาหารจะยิ่งหลั่งออกมา และหากคุณกินตามใจฮอร์โมน น้ำหนักเพิ่มขึ้นแน่นอน
10.ลดทานเค็ม นั่นก็เพราะการทานอาหารรสเค็มจัดเกินไปเป็นสาเหตุให้ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน และน้ำหนักในเด็กผู้หญิงเปลี่ยนแปลงได้
แหล่งที่มา: ออนไลน์
ลดพุงง่ายๆด้วย 10 วิธีเริดๆ.http://webboard.yenta4.com/topic/509601.10 มกราคม 2555
วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
About this blog
เป็นบล็อคเกี่ยวกับสุขภาพ เพื่อให้คนทุกคนมีสุขภาพที่ดี จิตใจแจ่มใส และดูแลเอาใจใส่สุขภาพของตนเองมากขึ้น
You can replace this text by going to "Layout" and then "Page Elements" section. Edit " About "
.jpg)























